Site icon varinkrid.

Silent Treatment – เมื่อความเงียบทำร้ายเราได้มากที่สุด

Silent Treatment

เคยทะเลาะกับใคร แล้วจบลงด้วยการถูกเงียบใส่ไหมคะ?

บางครั้ง 'การเมินเฉย' หรือ 'การเงียบไม่พูดด้วย' กลับทำร้ายคนที่เรารักมากกว่าการต่อว่ามาตรงๆ เสียอีก และยังกลายเป็นความ Toxic อย่างหนึ่งที่สามารถเป็นระเบิดเวลาทำลายความสัมพันธ์ได้เลยค่ะ ซึ่งในทางจิตวิทยาเราเรียกพฤติกรรมแบบนี้ว่า "Silent Treatment" คือการปฏิเสธหรือยุติบทสนทนาระหว่างการโต้เถียงกัน ด้วยการเงียบเฉย ไม่ตอบโต้ ที่มักถูกใช้ในความสัมพันธ์หลายรูปแบบ ทั้งคู่รัก ครอบครัว เพื่อน เพื่อนร่วมทํางาน ฯลฯ โดยมักมีเจตนาเพื่อ

  • เลี่ยงความขัดแย้ง เมื่อการพูดคุยอาจนำไปสู่อารมณ์หรือสถานการณ์ที่รุนแรงมากขึ้น ความเงียบจึงเป็นอีกทางเลือกเพื่อเลี่ยงความขัดแย้ง ก่อนกลับมาคุยกันอีกครั้งเมื่ออารมณ์เย็นลง
  • สื่อสารให้รู้ว่าอารมณ์ไม่ดี เพราะบางครั้งคำพูดอาจไม่สามารถสื่อสารความรู้สึกได้หมด ความเงียบจึงกลายเป็นการแสดงออกเพื่อให้อีกฝ่ายรับรู้ถึงอารมณ์ที่ขุ่นมัว
  • ลงโทษอีกฝ่ายให้รู้สึกผิด ด้วยการไม่ตอบโต้ และกดดันด้วยความเงียบ เพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกอึดอัด สับสน คิดกังวลถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และความเงียบนั้นจะกินเวลายาวนานจนกว่าจะรู้สึกสำนึกผิดว่าตัวเองเป็นต้นเหตุของปัญหา

เงียบเพื่อ 'รักษา' หรือ 'ทำลาย' ความสัมพันธ์ ?

เมื่อการเพิกเฉยเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในความสัมพันธ์ ความเงียบที่ดูจะไม่มีความรุนแรงนั้น กลับเป็น 'ดาบสองคม' ที่สร้างบาดแผลฝังลึกในใจให้กับคนที่ต้องเผชิญความเงียบโดยลำพัง จนเรียกได้ว่าเป็น 'ความรุนแรงทางจิตใจ' (Emotional Abuse) โดยเฉพาะความเงียบที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำร้ายความรู้สึกของอีกฝ่าย เพื่อให้เกิดความรู้สึกอึดอัด  กังวล ไร้ตัวตน จนต้องยอมรับผิดต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หรือแม้กระทั่งใช้เป็นเครื่องมือเพื่อให้มีอำนาจเหนือกว่าโดยมีเจตนาควบคุมความคิดและการกระทำของอีกฝ่าย จนกลายเป็น Manipulative Relationship ได้

โดยจากงานวิจัยปี 2012 คนที่ถูกเพิกเฉยมาเป็นระยะเวลานาน จะเริ่มรู้สึกไร้ตัวตน โดดเดี่ยว มองไม่เห็นคุณค่าหรือความสำคัญของตัวเอง ไม่มีจุดมุ่งหมายในการมีชีวิต และอาจเสี่ยงภาวะซึมเศร้า

สัญญาณ Silent Treatment ที่ทำร้ายความสัมพันธ์

ถึงแม้การเงียบเฉยจะเป็นทางเลือกในการรับมือหรือหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่ถูกนำมาใช้บ่อยครั้ง แต่บางครั้งความเงียบอาจเลยเถิดจนทำให้เกิดความเข้าใจผิดและทำร้ายความรู้สึกของคนที่เรารักแม้จะไม่ได้เจตนา การสังเกตพฤติกรรมของตัวเองหรือคนที่เรารักจะช่วยให้เรารู้ตัวหรือเตรียมรับมือกับการเงียบเฉยได้

  • ฝ่ายใดฝ่ายนึงแสดงความเงียบเฉย หรือตึงใส่กันอย่างเห็นได้ชัด
  • เป็นความเงียบเฉยที่ทำให้รู้สึกแย่ ไม่ใช่เพื่อทำให้ใจเย็นลง
  • คุยกับทุกคน ยกเว้นคู่ของเรา
  • ทำอะไรก็เหมือนผิดไปหมด แม้กระทั่งเรื่องเล็กน้อย
  • แม้จะพยายามคุยหรือสื่อสารด้วย อีกฝ่ายก็ไม่ยอมโต้ตอบ
  • รู้สึกเหมือนถูกทำโทษจากการถูกทำให้ไร้ตัวตน
  • มักแสดงความเฉยชาหรือไม่เผยความรู้สึกต่อกัน
  • ความเงียบเฉยแต่ละครั้งกินเวลานาน และไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อไหร่

วิธีรับมือกับ Silent Treatment

หากเราสังเกตแล้วว่าพฤติกรรมการเมินเฉยของคู่เรานั้นไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย หรือไม่ได้มีเจตนาที่จะทำร้ายจิตใจ วิธีเหล่านี้อาจช่วยป้องกันและคลี่คลายการเพิกเฉยได้ค่ะ

  1. สร้างวิธีการสื่อสารร่วมกัน
    ตกลงร่วมกันว่าหากเกิดปัญหาหรือความขัดแย้ง แม้เป็นเรื่องเล็กน้อย เราจะใช้วิธีสื่อสารกันแบบไหน เช่น จะไม่ใช่คำพูดรุนแรงตอนทะเลาะกัน ถ้าเพิ่งโกรธกันจะขอแยกกันไปอยู่เงียบๆ ก่อนกลับมาพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจกัน เป็นต้น
  2. ตกลงขอบเขตของการทะเลาะ
    ตกลงขอบเขตการทะเลาะกัน ว่าแค่ไหนถึงจะพอดี ทั้งเวลาการโกรธ ท่าทาง คำพูด รวมถึงทำความเข้าใจกันและกันว่า ถ้าแต่ละคนโกรธควรรับมือยังไง และอยากคืนดีกันด้วยวิธีไหน
  3. ถามความรู้สึกของอีกฝ่ายด้วยความเข้าใจ
    หากอีกฝ่ายไม่ได้เงียบเฉยกับเราเป็นประจำ ให้ลองถาม ด้วยความสุภาพถึงความรู้สึกและสาเหตุของการเงียบเฉย แต่ถ้าเขาต้องการเวลาส่วนตัว ให้รอเขาพร้อมแล้วค่อยปรับความเข้าใจกัน
  4. บอกให้อีกฝ่ายรู้ตัวว่าเขากำลังเงียบเฉยอยู่
    บอกอีกฝ่ายโดยตรงด้วยความสุภาพว่า เรารับรู้ว่าเขาเงียบเฉยหรือโกรธเราอยู่ เป็นหนึ่งในการเริ่มบทสนทนาเพื่อปรับความเข้าใจกัน
  5. ใจเย็นและจัดการความรู้สึกตัวเองก่อน
    บางครั้งการเปิดบทสนทนาเพื่อแก้ปัญหาเดี๋ยวนั้น อาจไม่ดีเสมอไป หากเรารับรู้ว่าอีกฝ่ายยังไม่พร้อมพูดคุย ให้เราหามุมสงบและจัดการอารมณ์ตัวเองให้เย็นลงก่อน
  6. หลีกเลี่ยงการทะเลาะ
    พยายามหลีกเลี่ยงคำพูด การกระทำ ที่จะทำให้อีกฝ่ายหรือตัวเราอารมณ์ไม่ดีมากยิ่งขึ้น เพราะอาจทำให้สถานการณ์ไม่ดีกว่าเดิม

ใครที่รู้สึกว่ากำลังเผชิญกับปัญหานี้อยู่ การค่อยๆ พัฒนาวิธีการสื่อสารร่วมกัน ด้วยการพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาโดยใช้ความเข้าใจ (Deep Conversation) และตกลงขอบเขตการทะเลาะกันให้ชัดเจนว่า การเงียบแบบไหนที่เรียกว่าพอดี และแบบไหนที่เรียกว่ามากเกินไป เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดบาดแผลในใจของกันและกัน และเลี่ยงการทำร้ายความสัมพันธ์ได้ค่ะ

ทูและคุณอาร์ตได้แชร์ทริคการทำ 'ข้อตกลงเมื่อทะเลาะกัน' ในรายการ Love me, love yourself EP.23 ทั้งช่องทาง YouTube, Spotify และ Apple Podcast ไว้ด้วยนะคะ หากชอบกดไลค์กดแชร์ และกดติดตามเพื่อเป็นกําลังใจให้เราด้วยนะคะ 💖✨

Source: Healthline

Exit mobile version