จะรู้ได้ยังไงว่าคนนี้คือ ‘คนที่ใช่’? ทำไมถึงอยากแต่งงาน?
ทูและอาร์ตตัดสินใจแต่งงานกันตั้งแต่เริ่มคบหากันได้เพียง 3 เดือน ด้วยระยะเวลาที่ไม่นานมากนัก เราก็เลยมักจะเจอคำถามว่า “ทำไมถึงอยากแต่งงานแล้ว?”, “ทำไมถึงคิดว่าคนนี้คือ ‘คนที่ใช่’?”
‘คนที่ใช่’ จริงๆ แล้วมันมีปัจจัยมากมายหลายอย่าง และขึ้นอยู่กับบุคคลเลยค่ะ
แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่า คนนี้คือ ‘คนที่ใช่’ หล่ะ?
เรื่องนี้มันเริ่มมาจากเพื่อนคนไต้หวันของเรา “Annie” และ “Andy” ส่งการ์ดอวยพรงานแต่งงานมาให้จากไต้หวัน พร้อมกล่องของขวัญกล่องใหญ่ (Vlog) ในการ์ดอวยพรมีข้อความนึงที่เราประทับใจมาก “บ้านเป็นพื้นที่ที่พูดคุยแลกเปลี่ยนกันในเรื่องของจิตใจ และความรู้สึก ไม่ใช่พื้นที่ที่พูดคุยในเรื่องของหลักการและทฤษฎีต่างๆ” ประโยคนี้ทำให้เราได้ฉุกคิดว่า อืม จริงนะ ที่เราอยู่กับคุณอาร์ตมาได้โดยไม่ทะเลาะกันเป็นเพราะว่าเราจะไม่เถียงกันเรื่องหลักการว่าใครถูกหรือใครผิด แต่เราจะชอบตั้งคำถามว่า “คุณรู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้” หรือ “แล้วคุณคิดยังไง?” ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย แต่ว่าตอนปฏิบัติจริงเราว่าต้องใช้สติค่อนข้างเยอะเลยนะ
เราเลยมาวิเคราะห์กันว่า ทำไมเรากับคุณอาร์ตถึงรู้สึกว่าเราใช่สำหรับกันและกัน สามารถอยู่ด้วยกันแล้วไม่ค่อยทะเลาะกัน เราว่ามีอยู่ด้วยกันหลักๆ 3 ประเด็นดังนี้ค่ะ
🫶🏻 สามารถยอมรับตัวตนของกันและกันได้
เราว่าเรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญ การยอมรับตัวตน หมายถึง การยอมรับความแตกต่างซึ่งกันและกัน ยอมรับว่าอีกฝ่ายมีสิทธิ์คิดไม่เหมือนกับที่เราคิด ความคิดเห็นต่อเรื่องใดเรื่องนึงอาจแตกต่างกัน แต่เราสามารถเข้าใจกันได้ และเมื่อมีเรื่องที่ต้องตัดสินใจก็สามารถตัดสินใจร่วมกันได้อย่างลงตัว ซึ่งเมื่อเรายอมรับตัวตนกันได้นั้นก็หมายความว่าเราสามารถใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันได้อย่างสบายใจได้ หลายๆคนอาจคิดว่า เฮ้ย แล้วจะไม่ปรับตัวเลยหรอ? ปรับค่ะ ควรปรับตัวเข้าหากันทั้งคู่ แต่เรื่องที่ปรับส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของพฤติกรรมผิวเผิน สิ่งที่เราจะยอมรับกันส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่ลึกลงไปในจิตใจมากกว่า การปรับพฤติกรรมบางอย่างเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ง่ายๆ ยกตัวอย่างเช่น การช่วยกันทำงานบ้าน การทำความสะอาดห้อง เป็นต้น เรื่องต่างๆ เหล่านี้เราสามารถคุยกับคู่ของเราได้ง่ายมากกว่า
และเพราะเราเข้าใจ และยอมรับ เราจึงไม่จำเป็นต้องอดทน แม่เราเคยสอนว่า
“ถ้ารักกัน ไม่ให้มีคำว่าอดทน”
เพราะถ้าหากเราใช้คำว่าอดทนแล้ว วันนึงความอดทนนั้นก็อาจจะหมดลง แล้วจะยังไงต่อ เราจะระเบิดอารมณ์ใส่กัน หรือปล่อยความเป็นตัวเองออกมา ตอนนั้นมันก็คงสายเกินกว่าที่จะกลับไปเข้าใจแล้ว
อีกเรื่องนึงที่เราคิดว่าสอดคล้องกับเรื่องอดทนคือ หากใครคนใดคนนึงหมดรักแล้ว เราก็ควรปล่อยมือจากกัน และยอมรับความเป็นจริง เพราะหากเรายังพยายามที่จะยื้อต่อ หรือเพื่อให้คำว่า “ครอบครัว” ยังคงอยู่ อาจเป็นเรื่องที่ทุกข์ใจมากกว่าการยอมปล่อยก็ได้
🕒 สามารถอยู่ด้วยกันเกิน 24 ชั่วโมงได้
ข้อ 2 นี้ก็เป็นอีกปัจจัยนึงที่สำคัญของการแต่งงาน เพราะเราคิดว่าการแต่งงานคือการที่คุณต้องแชร์พื้นที่ร่วมกับอีกคนนึงอย่างแท้จริง นอกจากนั้นแล้วกิจกรรมที่ทำร่วมกันในแต่ละวันก็ล้วนเกี่ยวข้องกับคู่ของเราทั้งนั้น ถ้าเราสามารถใช้เวลาร่วมกับใครซักคนต่อเนื่องเกิน 24 ชั่วโมงได้หลายๆวัน หรืออาจจะเป็นเดือน โดยที่เราไม่เบื่อเลย ไม่รู้สึกอึดอัดเลย เรายังสามารถเป็นตัวของเราได้อยู่ นั่นก็แปลว่าเราอาจจะเจอคนที่ใช่แล้วล่ะ
💬 สามารถคุยกันแบบ Deep Conversation ได้
เราสามารถพูดคุยและแลกเปลี่ยนกันได้ในทุกๆเรื่อง โดยไม่ตัดสินอีกฝ่ายจากบรรทัดฐานของตัวเอง การสนทนาแบบ Deep Conversation จะทำให้เราได้แสดงความคิดเห็น ความรู้สึก และความคิดของเราที่มีต่อเรื่องใดเรื่องนึง โดยที่เราไม่ต้องกังวลว่าเราจะดูอ่อนแอ หรือดูเปราะบางต่อหน้าคนๆนี้หรือไม่ ซึ่งจะส่งผลให้ความสัมพันธ์ของเรามีความเข้าใจซึ่งกันและกัน และแน่นแฟ้นมากขึ้นค่ะ (อ่านเพิ่มเติม: Deep Conversation)
เมื่อครบ 3 ข้อนี้แล้ว สิ่งที่น่าจะทำให้คำตอบของคุณชัดเจนมากขึ้นได้คือ ลองจินตนาการดูว่าหากคนที่เราคบอยู่ด้วย มาเซอร์ไพรส์ขอแต่งงาน เราจะตอบว่า “Yes” หรือ “No” เราคิดว่าบางครั้งคำตอบของเราอาจจะไม่เคยชัดเจนเลยจนกระทั่งมีคนมาถามคำถามนี้กับคุณแบบจริงจัง คุณจะเร่ิมคิดถึงอนาคตของคุณมากขึ้น ว่าคุณจะสามารถอยู่กับคนๆนี้ไปได้ตลอดชีวิตหรือไม่?
หวังว่าทุกคนจะชอบ Blog นี้นะคะ
ดูแบบ Video ได้ทาง Youtube: varinkrid เลยค่ะ



