Art is long, life is short at MOCA.

Art is long, life is short at MOCA | ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น

“ชีวิตคนเรามันสั้นจริงๆแหละ” คำพูดนี้ลอยขึ้นมาในหัวหลังจากที่ช่วงนี้มีแต่ข่าวร้าย การอ่านข่าวเศร้าก็ทำให้เราเศร้าไปด้วยเหมือนกัน มันทำให้เราคิดว่าเราจะใช้ชีวิตทุกวันนี้ให้คุ้มค่าที่สุด และทำในสิ่งที่เราอยากทำก่อนที่จะสายไป…2 อาทิตย์ก่อนเราไปดูงานศิลปะที่ MOCA หรือ Museum of Contemporary Art บนถนนวิภาวดี ตรงข้ามมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่เราอยากมามากๆตั้งแต่สมัยเรียน แต่ก็ไม่ได้มาสักที… เพราะมัวแต่คิดว่า “ไว้ว่าง ค่อยมา” สรุปคือ ไม่ว่างเลยจ้าาาา จนในที่สุดเราก็สามารถ Make it happen จนได้

การมาเสพงานศิลป์ที่นี่ คือ ดียยยยยย์มาก เพราะนอกจากงานศิลปะที่สวยงามตระการตาแล้ว ตึกก็ดี คือน้อยแต่มากเรียบแต่โก้ไฮแฟชั่นมาก และการเล่นกับพื้นที่ของที่นี่ก็ลงตัวสุดๆ จะถ่ายรูปมุมไหนก็สวย จะยืนนิ่งๆ เสพงาน แล้วมีคนแอบถ่ายรูปเรางี้ ก็ติ๊สท์ไม่เบา เอาเป็นว่าการไปครั้งนี้สำหรับคนชอบศิลปะมันช่างคุ้มค่า! แต่คนไทยมาน้อยมาก คนส่วนใหญ่ที่มาจะเป็นชาวต่างชาติที่มาเดินชิวๆ ดื่มด่ำกับงานศิลปะ เราอยากให้คนไทยมากันเยอะๆกว่านี้ เมืองไทยจะได้กลายเป็นเมืองแห่งศิลปะกับเขาบ้าง

เริ่มกันเลยดีกว่า…

MOCA หรือ Museum of Contemporary Art พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย ตั้งอยู่ที่ถนนกำแพงเพชร 6 ขนานกับถนนวิภาวดีรังสิต สามารถตัดทางเข้าได้จากถนนวิภาวดีขาออก ตรงข้ามกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เลย

วิธีการเดินทาง
1. รถไฟฟ้าลงสถานี “หมอชิต” รถไฟใต้ดินลงสถานี “สวนจตุจักร” ต่อรถโดยสารประจำทาง หรือแท๊กซี่ก็ได้
2. รถประจำทางสาย 29, 52, 69, 134, 187, 191, 504, 510, 555
3. รถยนต์ส่วนบุคคล ใช้เส้นทางถนนวิภาวดีรังสิตขาออก เลี้ยวซ้ายเข้าทางวัดเสมียนนารีแล้วเลี้ยวขวาวิ่งขนานกับทางรถไฟ ตรงไป MOCA จะอยู่ทางซ้ายมือ

— จอดรถฟรีนะคะ ประทับตราที่จุดซื้อตั๋ว —

ซื้อตั๋วก่อนเข้านะคะ ใครที่มีกระเป๋าใบใหญ่มาต้องฝากของก่อนนะ สามารถใช้กล้องถ่ายรูปได้ แต่ห้ามเปิดแฟลชค่ะ

อัตราค่าเข้าชม
1. ผู้ใหญ่ 250 บาท
2. นักเรียน/ นักศึกษา (แสดงบัตร) 100 บาท

ตั๋ว 1 ใบ สามารถแลกน้ำเปล่าได้ 1 ขวดค่ะ

เมื่อเข้ามาก็จะเจอร้านกาแฟเล็กๆ (แลกน้ำเปล่าที่นี่) และห้องนั่งสมาธิสงบจิตสงบใจจากความวุ่นวาย

อันนี้คือมีกิมมิคมาก เป็นจุดเชคอินถ่ายรูปแรกเลย วิธีก็คือไปนั่งที่เก้าอี้ และให้เพื่อนถ่ายรูปตามจุดที่เค้ามาร์คไว้ ก็จะได้รูปเรา กำลัง Portrait จากศิลปินสเปนชื่อดัง Salvador Dali เก๋มั้ยล่ะ

ตรงบริเวณโถงนี้เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็จะเจอ Quote เด็ดๆทางศิลปะ ที่บอกว่าชีวิตมนุษย์มันช่างสั้นนัก ศิลปะอะยืนยาวกว่าเยอะ ลึกซึ้งจริงๆ และเมื่อเงยขึ้นไปอีกหน่อยก็จะเจอช่องแสงที่ออกแบบได้สวยงามมากจริงๆ

ขึ้นมาชั้นที่ 2 ก็จะเริ่มเข้านิทรรศกาลถาวรของศิลปินไทยที่มาจัดแสดง ซึ่งจะมีจนถึงชั้น 4 และพอชั้น 5 ก็จะเป็นนิทรรศกาลนานาชาติ คือชอบชั้น 5 มากที่สุดเลย

ชั้น G – ร้านกาแฟรักบ้านเกิด, ร้านขายของที่ระลึก, นิทรรศกาลหมุนเวียน, นิทรรศกาลถาวร (ชลูด นิ่มเสมอ, ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์, เขียน ยิ้มศิริ)

ชั้น 2 – นิทรรศกาลถาวร และห้องประชุม

ชั้น 3 – นิทรรศกาลถาวร และเรือนนางพิม

ชั้น 4 – สะพานข้ามจักรวาล, Great Artists, ถวัลย์ ดัชนี และห้องไตรภูมิ

ชั้น 5 – นิทรรศกาลนานาชาติ และห้องแสดงภสพ Richard Green (Victorian Painting)

วัยรุ่นไทย 1 คู่ที่เราเจอ นอกนั้นชาวต่างชาติเกือบหมดเลย

ที่นี่เดินชมได้เรื่อยๆ เพลินๆเลยนะ แต่ข้อควรระวังก็คือห้ามดื่มน้ำหรือกินขนมในห้องแสดงนิทรรศกาล ถ้าจะดื่ม สามารถดื่มได้บริเวณก่อนทางเข้าห้อง หรือตอนเดินขึ้นลงบันไดงี้อะได้ 

อันนี้ยืนทำความเข้าใจอยู่นานมาก ชื่อผลงานคือ “The more I get to know men, the more I love my dog.” จากศิลปิน คุณอำมฤทธิ์ ชูสุวรรณ

(ผลงานอื่นๆ อยู่ในอัลบัมด้านล่างสุดนะคะ)

ที่นี่ออกแบบตัวอาคารมาได้เป็นอย่างดี มีช่องให้แสงธรรมชาติส่องถึง และเกิดแสงเงาด้วย

เราจะพาทุกท่านไปข้ามจักรวาลกัน นี่คือ “สะพานข้ามจักรวาล” จะมีกลุ่มดาว และกาแล็กซี่ต่างๆอยู่ในห้องมืดแห่งนี้ ถ่ายรูปแล้วเห็นหน้ายากมาก เห็นเป็นแค่จูออนอยู่ที่ปลายทางเท่านั้น แต่พอขยับตัวออกไปอีกหน่อย ถึงจะถ่ายรูปเห็นค่ะ จะได้รูปสวยๆแบบ cover หน้าปกของเรา

บรรยากาศการเดินชมงานที่นี่ คือ ดีมากจริงๆ เพราะมันทั้งสงบ และเงียบ เหมาะกับการเสพงาน แต่ก็อย่างที่บอกไปว่าคนไทยน้อยมาก อยากสนับสนุนให้คนไทยมาชื่นชมงานศิลปะกันนะคะ

ดูรูปภาพเพิ่มเติมได้ด้านล่างค่ะ


Posted

in

by