เธอช่างเป็นคน Sisu จริงๆ
วันนี้หนังสือที่ทูและตี้เลือกมารีวิวให้เพื่อนๆ อ่านและฟังกัน คือ หนังสือ Finding Sisu – เด็ดเดี่ยวแม้โดดเดี่ยว ของคุณกัตเทีย พันต์ซาร์ (Katja Pantzar) เล่มนี้เป็นหนังสือที่ทูอ่านแล้วรักมากๆ รู้สึกได้รับพลังดีๆ จากหนังสือเล่มนี้เยอะมากจริงๆ แต่เหมือนว่าจะหาซื้อยากแล้วนะคะ เลยคิดว่าจะเขียนสรุปให้เพื่อนๆ ที่ไม่ได้มีหนังสือเล่มนี้ได้อ่านกัน (Spoiler Alert นะคะ 🚨)
ก่อนอื่นต้องขอให้เครดิตก่อนว่ารู้จักหนังสือเล่มนี้จากรายการ Readery Podcast ตอนฟังก็รู้สึกว่าชอบมากๆ แล้วพอได้มาอ่านจริง เรียกได้ว่ารักเลยค่ะ ผู้เขียน คุณกัตเทีย พันต์ซาร์ เป็นนักเขียน บรรณาธิการ และนักข่าวโทรทัศน์ เชื้อสายฟินแลนด์ที่เติบโตในแคนาดา และตอนหลังได้ตัดสินใจย้ายมาอยู่ประเทศฟินแลนด์ การย้ายที่อยู่ครั้งนี้ทำให้คุณกัตเทียได้ค้นพบความสุข และความสงบภายในจิตใจ ผ่านสิ่งที่ถือว่าเป็นจิตวิญญาณหรือหัวใจของประเทศฟินแลนด์ สิ่งนั้นเรียกว่า Sisu (ซิ-สุ)
ตลอดทั้งเล่มคุณกัตเทียได้พยายามหาคำตอบ และเล่าเรื่องราวให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึงแง่มุมต่างๆ ของซิสุ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่จับต้องได้อย่างการออกแบบ หรือแม้กระทั่งเรื่องที่จับต้องไม่ได้อย่างความเข้มแข็ง และความเด็ดเดี่ยวภายในจิตใจที่คนฟินแลนด์มีเหมือนกัน เราไปเริ่มกันเลยดีกว่าค่ะ
Sisucanda
Sisu มีรากศัพท์มาจากคำว่า “Sisucanda” หมายถึงตำแหน่งในร่างกายมนุษย์ที่รู้สึกถึงอารมณ์แรงกล้า ซึ่งเมื่อพูดถึงความหมาย คนฟินแลนด์ก็ได้ตอบและให้ความหมายไว้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นความมานะ อุตสาหะ จิตวิญญาณที่แข็งแกร่ง ความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว เมื่อเทียบเป็นภาษาอังกฤษก็จะตรงกับคำว่า Perseverance, Resilience, Determination และ Inner Strength โดยคำเหล่านี้มักมีส่วนประกอบของ Courage, Bravery, Tenacity, และ Grit ที่หลายๆ คนคุ้นเคยกันดี Sisu ไม่ใช่ปรัชญาที่เน้นการแสวงหาความสุขสไตล์นอร์ดิก แต่คือการยอมรับว่าชีวิตเต็มไปด้วยความท้าทาย คือการที่เรามีแรงฮึดเพื่อก้าวข้าม หรือทำสิ่งที่เหมือนจะเป็นไปไม่ได้จนสำเร็จ
โดยคุณกัตเทียได้บอกว่าซิสุนั้นมีรากฐานมาจากการที่ประเทศฟินแลนด์เป็นประเทศที่หนาวระดับติดลบ และยังเคยทำสงครามกับกองทัพโซเวียตซึ่งกว่าฟินแลนด์จะได้เป็นอิสระก็ผ่านทั้งการต่อสู้ และการอยู่ร่วมกับความหนาวเหน็บ ทำให้นี่คงเป็นรากฐานความพยายาม ความมุมานะ และความเด็ดเดี่ยวของคนฟินแลนด์ซึ่งได้ถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของวิถีชีวิต แนวคิด วิธีการแก้ปัญหา ศิลปะ วรรณกรรม และบทเพลง
ตัวอย่างเช่นแบรนด์ Marimekko ที่ทุกคนคงจะได้เห็นผ่านตากันมาบ้าง ดอกไม้สีสันสดใสที่เป็นแพทเทิร์นสวยงามบนถุงผ้า ถ้วยชา เสื้อยืด หรือปลอกหมอนแต่งบ้าน ซึ่งสื่อถึงความพยายามที่จะแต่งบ้านและชีวิตให้ผ่านพ้นช่วงหน้าหนาวอันมืดมนอย่างสดใส
หรือไม่ว่าจะเป็นการ์ตูนแสนน่ารักอย่าง Moomin ยังสะท้อนความซิสุออกมาอย่างเห็นได้ชัด เพราะเนื้อเรื่องของมูมินคือการเดินทางออกสำรวจทะเล และป่าอย่างไม่ลดละ ในขณะที่ก็มีความสุขและหัวเราะให้กับเรื่องราวระหว่างทาง
ต่อไปเรามาดูกันดีกว่าว่าแต่ละบทคุณกัตเทียได้เล่าให้เราฟังถึงซิสุในแง่มุมต่างๆ แบบใดบ้าง
1 การว่ายน้ำหน้าหนาว
เริ่มกันที่การว่ายน้ำหน้าหนาว เพราะว่าไม่ว่าอากาศจะหนาวเหน็บเพียงใด คนฟินแลนด์ก็จะว่ายน้ำ! ซึ่งว่ายน้ำของเค้าไม่ได้หมายถึงการว่ายน้ำท่าฟรีสไตล์ หรือท่าผีเสื้ออย่างเป็นเอาตายในทะเลสาบนะคะ แต่หมายถึงการแช่ตัวในทะเลสาบเพียง 30 วินาที – 1 นาที ซึ่งการทำแบบนี้เพื่อนๆ อาจสงสัยว่าแล้วมีประโยชน์ยังไง? คุณกัตเทียได้ไปหาคำตอบกับผู้เชี่ยวชาญ (ฮันนุ รินตะมากิ ผู้เชี่ยวชาญด้านความหนาวเย็น) ให้เราว่าเมื่อเราแช่น้ำเย็นในอุณหภูมิประมาณ 0 – 4 องศา จะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าพายุฮอร์โมน เพราะฮอร์โมนแห่งความสุขหลายตัวจะได้รับการกระตุ้นให้ทำงาน ไม่ว่าจะเป็น
- เอ็นดอร์ฟิน ที่เปรียบเสมือนยาแก้ปวดทางธรรมชาติ
- เซโรโทนิน ฮอร์โมนที่ช่วยรักษาสมดุลทางอารมณ์ (การทำงานของสมอง อารมณ์ และสุขภาพใจ) การขาดเซโรโทนินมีความเชื่อมโยงกับภาวะซึมเศร้า และเซโรโทนินยังช่วยควบคุมการนอน การจำ การเรียนรู้ และความต้องการทางเพศให้เป็นไปอย่างปกติด้วย
- โดพามีน สารสื่อประสาทที่ช่วยควบคุมระบบการให้รางวัล ระบบความพึงพอใจของสมอง การตอบสนองทางอารมณ์ และยังกำหนดการเคลื่อนไหวของร่างกาย
- อ็อกซิโทนิน ฮอร์โมนแห่งความรัก
นอกจากจะทำให้เกิดพายุฮอร์โมนแล้ว การแช่น้ำยังช่วยบรรเทาความเครียด การสัมผัสน้ำเย็นเป็นประจำทำให้ทนความเย็นทั่วๆ ไปได้ดีขึ้น ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยบรรเทาความเจ็บปวด และการเมื่อยล้าอีกด้วย เรียกได้ว่าประโยชน์ของการแช่น้ำเย็นมีเยอะมากจริงๆ ซึ่งทูเองก็สงสัยว่าแล้วเราจะหาน้ำเย็นๆ แช่ได้จากที่ไหน เพราะบ้านเราก็ไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติ ครั้นจะหา Ice Bath Tub แล้วคอยเอาน้ำแข็งใส่ก็ดูจะยากเกินไปสำหรับรูปแบบการใช้ชีวิตตอนนี้ แต่แล้วอ่านไปได้ซักพักคุณกัตเทียก็ได้บอกกับเราว่า “ความพอประมาณ คือ หัวใจสำคัญ” เราอาจจะเริ่มจากการอาบน้ำเย็นวันละนิด วันละหน่อย แล้วค่อยนานขึ้น ทูว่าหลายคนเป็นเหมือนกันคือต่อให้อยู่ประเทศไทยที่อากาศร้อน แต่เราก็อาบน้ำอุ่น เพราะเรารู้สึกว่ามันชุบชูจิตใจที่เหนื่อยล้ามาทั้งวันของเรา แต่เราลองมาอาบน้ำเย็นตอนเช้ากันดูบ้างมั้ยคะ หลังจากได้ลองอาบน้ำเย็นบ้างก็รู้สึกว่าสดชื่นกระปรี้กระเปร่าและไม่ทำร้ายผิวดีจัง
2 ซาวน่า
สุภาษิตของชาวฟินน์เค้าจะพูดว่า “ผู้หญิงจะสวยที่สุดหลังซาวน่า” ซึ่งทูก็ว่าจริงนะคะ เพราะเลือดจะสูบฉีด ไหลเวียนทั่วร่างกาย ทำให้แก้มของผู้หญิงเป็นสีชมพูระเรื่อ ผิวพรรณโดยรวมดูสดชื่นเปล่งปลั่ง ซึ่งนี่ก็คือประโยชน์เบื้องต้นของซาวน่านี่แหละ ประโยชน์อื่นๆ ก็มีอีกเยอะนะ ไม่ว่าจะเป็นช่วยบรรเทาความเจ็บปวดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่เหนื่อยล้า, ลดความเครียดและอาการเหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจ, ลดความดัน, ช่วยให้นอนเต็มอิ่มมากขึ้น, ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานดีขึ้น ทำให้ร่างกายต้านอาการป่วยได้ดีขึ้น และสุดท้ายคือช่วยรักษาผิวให้ใสแลดูสุขภาพดี และยังช่วยกำจัดสารพิษตกค้างในร่างกาย ประโยชน์ทางสุขภาพของการซาวน่าก็เป็นสิ่งที่ถือว่าเป็นประโยชน์ทางตรง แต่ใครจะเชื่อว่าแท้จริงแล้ว “ซาวน่า คือ เครื่องมือทางสังคม” ของชาวฟินน์ที่ยอดเยี่ยมมากๆ
ที่ประเทศฟินแลนด์เมื่อคนเข้าซาวน่าจะเปลือยเปล่าหมด อาจจะมีผ้าขนหนูบ้าง หรือชุดว่ายน้ำบ้าง แต่น้อยมากๆ และที่นั่นเค้ามีกฎและมารยาทแบบดั้งเดิมว่า เราต้องประพฤติตัวเหมือนอยู่ในโบสถ์ คือไม่คุยเสียงดัง ไม่สบถ ไม่พูดเรื่องการเมือง แต่ในยุคใหม่ๆ คนก็คุยกันทุกเรื่องแล้ว และอาจจะไม่ได้เคร่งเหมือนเมื่อก่อน ด้วยเหตุนี้ซาวน่าจึงเหมือนเป็นสถานที่แห่งการชำระร่างกายและจิตใจ ทั้งยังเป็นสถานที่ที่ให้คนมาฝึกการอยู่ร่วมกับคนแปลกหน้า ฝึกมารยาทพื้นฐานทางสังคมไม่ว่าจะเป็นตอนนั่งรวมกับคนอื่น หรือการถามคนอื่นว่าต้ังน้ำราดถ่านหินร้อนๆ เพิ่มดีมั้ย และประเด็นสำคัญคือ “ซาวน่ายังช่วยสร้างความเสมอภาค” เพราะเมื่อทุกคนเปลือยกาย พื้นที่นี้จะเหลือแต่ความเรียบง่ายที่สุด ผู้คนพูดคุยกันโดยไม่ต้องรู้จักชื่อ คนข้างๆ จะขับบีเอ็ม จะใส่โรเล็กซ์ คาเทียร์ หรือ คาซิโอ้ก็ไม่สำคัญ เพราะไม่ว่าคุณจะมาจากไหน ทุกคนจะนั่งบนที่นั่งไม้ด้วยกัน ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีเสื้อผ้าอาภรณ์
เด็กๆ จะไปล้างตัวในห้องน้ำหญิงและซาวน่ากับแม่ ซึ่งทั้งเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงเห็นสรีระของแม่และผู้หญิงคนอื่นตั้งแต่เด็กๆ จึงทำให้เด็กๆ รู้ตั้งแต่อายุยังน้อยเลยว่าชายและหญิงมีอวัยวะต่างกัน ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้ยังช่วยให้เด็กๆ สบายใจกับร่างกายตนเอง เพราะไม่ถูกทำให้รู้สึกว่าต้องปกปิดร่างกาย หรือต้องอับอายร่างกายของตัวเอง ทุกคนโตมาโดยการเห็นรูปร่างทุกแบบและเรียนรู้ว่าบรรทัดฐานเป็นเช่นนี้ ไม่ใช่ภาพลักษณ์หรือร่างกายที่ถูกปรับแต่งจน “สมบูรณ์แบบ” อย่างที่เห็นกันในนิตยสาร ป้ายโฆษณา หรือในโลกโซเชียล
Fun Fact: ฟินแลนด์มีประชากร 5.5 ล้านคน แต่มีซาวน่าประมาณ 3.3 ล้านแห่ง
3 ธรรมชาติบำบัด
คนฟินน์ 96% ทำกิจกรรมสันทนาการกลางแจ้งโดยเฉลี่ย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ได้แก่ การเดิน การว่ายน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ การอยู่ที่กระท่อมฤดูร้อน การเก็บเบอร์รี่และเห็ด การขี่จักรยาน การศึกษาธรรมชาติ การล่องเรือ และการเล่นสกีพื้นราบ
ด้วยเปอร์เซ็นความชอบอยู่กลางแจ้งที่มากขนาดนี้จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนฟินแลนด์ถึงเป็นประเทศที่มีความสุขติดอันดับโลกตลอด เพราะการที่เราได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติจะทำให้เรารู้สึกสงบภายในจิตใจ ช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจได้ ตัวอย่างเช่น ในแต่ละวันเราได้รับคลื่นพลังงานจากคอมพิวเตอร์ และมือถือที่เราใช้อยู่ทุกวัน ซึ่งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ล้วนปล่อยประจุไฟฟ้าที่ไม่เป็นมิตรต่อร่างกาย การที่เราได้ถอดรองเท้าเหยียบหญ้าบ้าง อยู่ท่ามกลางต้นไม้บ้างจะทำให้เราได้ปล่อยประจุหรือพลังงานไม่ดีออกจากร่างกาย และดูดพลังงานดีๆ จากธรรมชาติเข้าร่างกายเราแทน
ที่ประเทศฟินแลนด์มีสวนสาธารณะเยอะมากจนผู้คนสามารถเดินไปสวนสาธารณะใกล้บ้านได้ แวะเก็บเบอร์รี่ระหว่างทางในสวน หรือขี่จักรยานผ่านสวนสาธารณะ ซึ่งคุณกัตเทียก็ได้พูดถึงในหนังสือด้วยว่า “สิ่งที่ยาก คือ เราจะพิสูจน์อย่างไรว่าพื้นที่สีเขียวเหล่านั้นคุ้มค่ากับการรักษาไว้ ความท้าทายคือการหาหลักฐานมาโน้มน้าวผู้มีอำนาจในการตัดสินใจให้ได้ว่า ต้องมีพื้นที่ธรรมชาติกระจายตัวอย่างทั่วถึง และประชาชนต้องได้รับการสนับสนุนให้ใช้พื้นที่เหล่านี้” – พูดโดยอาจารย์นักวิจัยที่ศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างความอยู่ดีมีสุข ธรรมชาติ และกิจกรรมสันทนาการกลางแจ้ง
ทูจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมประเทศไทยถึงมีสวนสาธารณะน้อย เพราะเราไม่สามารถหา ROI (Return on Investment) จากสวนสาธารณะได้อย่างแน่ชัด ทำให้การมีสวนสาธารณะเยอะๆ ในกรุงเทพฯ จึงเป็นเรื่องยาก นอกจากนี้ยังมีปัจจัยด้านอื่นๆ อีกมากมายที่เกี่ยวข้อง หากเปรียบเทียบกับการเอาพื้นที่ไปทำอย่างอื่น เช่น ห้างสรรพสินค้า อาคารพาณิชย์ ฯลฯ คงเห็นเป็นตัวเลขเงินที่ชัดกว่า เพราะฉะนั้นสวัสดิการเหล่านี้ล้วนเป็นรัฐสวัสดิการที่ต้องการการวางแผนระยะยาวเพื่อพัฒนา และยังต้องใช้เวลาในการวัดอีกนานเช่นกัน
อีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่าประเทศฟินแลนด์มีการวางแผนระยะยาว คือ โครงการการเดินป่าตามเรื่องมูมิน กิจกรรมที่จัดให้เด็กๆ ได้เดินเข้าป่าและเรียนรู้เรื่องพืชและสัตว์ เด็กๆ จะได้ยืนดูเรนเดียร์หยุดกินไลเคนและใบไม้กันอย่างสงบเงียบ ดูเป็นอะไรที่น่ารักมากเลยจริงมั้ยคะ
เพราะฉะนั้นกว่าเราจะมีสวนสาธารณะใกล้บ้าน (หลายแห่ง) หรือป่าในเมือง เราคงต้องเริ่มจากตัวเองง่ายๆ ก่อน อย่างเช่น การพักสายตามองต้นไม้เขียวๆ ดอกไม้ริมทาง หรือแวะเดินเล่นในสวนสาธารณะที่อาจจะไม่ใกล้บ้านดูก่อนนะคะ หรือตั้งใจไปและลงไว้เป็น To Do List เลยก็ได้ค่ะ
4 กินแบบนอร์ดิก
คุณกัตเทียบอกกับเราว่าการกินแบบนอร์ดิก (The Nordic Diet) คือ วิธีการรักษาสุขภาพและลดน้ำหนักแบบเรียบง่ายและชาญฉลาด เพราะจะเน้นการกินอาหารท้องถิ่น หรืออาหารที่ไม่แปรรูป ซึ่งจะมีความคล้ายคลึงกับอาหารเมดิเตอร์เรเนียน โดยจะเน้นบริโภคเบอร์รี่ ผัก และปลาที่มีกรดไขมันสูง และกินเนื้อแดงให้น้อยลง ที่เน้นการบริโภคเบอร์รี่ เพราะว่าเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยป้องกันมะเร็ง โรคหัวใจ และหลอดเลือดสมอง นอกจากนั้นแล้วคนฟินแลนด์จะบริโภคตามหลัก 1/2, 1/4, 1/4 โดย 1/2 คือ สลัด ผักนึ่ง หรือผลไม้, 1/4 ต่อมา คือ มันฝรั่ง ข้าว พาสต้าหรือธัญพืช, 1/4 สุดท้ายคือ โปรตีน ปลา สัตว์ปีก วัว หมู ถั่ว เมล็ดพืช คล้ายกับการแบ่งสัดส่วนมื้ออาหารด้วยสูตร 2 : 1 : 1 ตามคำแนะนำจาก สสส.
โดยสรุปคือ คนฟินน์เน้นกินอาหารอย่างสมดุล บริโภคผัก ผลไม้ สัตว์ปีก ปลา และธัญพืชไม่ขัดสี กินตามใจปากได้บ้างบางครั้ง เพราะเราต้องมีความสุขกับการกินด้วย กินผักผลไม้ตามฤดูกาล ตัวช่วยเรื่องการกินอีกอย่างคือเวลากินให้คิดถึงสายรุ้ง ลองดูว่าผักผลไม้ที่เราเลือกมีหลากสีหรือไม่ และอย่าลืมปลูกพวกสมุนไพร มะเขือเทศไว้ริมหน้าต่างบ้านนะคะ
5 สร้าง Sisu ตั้งแต่วัยเด็ก
คนฟินแลนด์จะสนับสนุนให้ลูกได้เล่นกลางแจ้งอย่างสม่ำเสมอ เพราะ ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการพาลูกไปสนามเด็กเล่น สวนสาธารณะ หรือป่าใกล้บ้าน 1 – 2 ชั่วโมงเพื่อที่ลูกจะได้วิ่งเล่น หลังจากนั้นลูกก็จะสงบลง พร้อมสำหรับอาหารกลางวัน และการงีบหลับช่วงบ่าย พออ่านสิ่งเหล่านี้แล้วก็อดคิดถึงสภาพอากาศของฟินแลนด์ไม่ได้ว่าอากาศเย็นมากๆ เค้าก็ยังให้ลูกออกไปเล่นนอกบ้านหรอเนี่ย แต่คุณกัตเทียก็ได้เขียนเฉลยต่อมาว่า วิถีนอร์ดิก คือ การออกไปข้างนอกไม่ว่าสภาพอากาศจะเป็นเช่นไร เพราะ เค้าเชื่อว่าไม่มีวันที่อากาศแย่หรอก มีแต่วันที่เราแต่งตัวไม่เหมาะสม พอได้อ่านประโยคนี้แล้วมันทำให้เรารู้สึกนับถือคนฟินแลนด์มาก เพราะบางทีเราก็มักจะแอบโทษอากาศร้อน แสงแดดที่รุนแรง หรือฝนที่โหมกระหน่ำ แต่เราดันลืมโทษตัวเองว่าเรานี่แหละที่แต่งตัวไม่เหมาะสม นอกจากนั้นผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาของฟินแลนด์ คุณปาสิ ซอห์ลเบิร์ก ก็ได้บอกกับคุณกัตเทียว่า เด็กต้องได้เล่นอย่างไร้แบบแผนกลางแจ้ง ไม่ว่าฝนตกหรือแดดออก สภาพอากาศไม่ควรถูกใช้เป็นข้ออ้าง เพราะการเล่นกลางแจ้ง คือการกระตุ้นให้เด็กเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งเล่นกลางแจ้ง ปีนป่าย กระโดด เล่นกองใบไม้ที่อยู่ตามพื้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วง หรือการพาลูกๆ เดินกลับบ้านด้วยกันตอนช่วงหัวค่ำ และใช้ไฟฉายส่องระหว่างทาง
นอกจากนั้นคนฟินแลนด์ยังสนับสนุนให้ลูกประดิษฐ์ของเล่นจากกล่องซีเรียลรีไซเคิล เค้าอยากสร้างบรรยากาศแห่งการให้กำลังใจ และกระตุ้นให้เด็กๆ ไม่ล้มเลิก หากสถานการณ์บางอย่างไม่ได้ราบรื่นในทันที เพราะความสุขบางอย่างในชีวิตก็มาจากการเอาชนะความท้าทาย ไม่ใช่การเลือกทำสิ่งง่ายๆ เพียงอย่างเดียว
ขนาดการเล่น ชาวฟินแลนด์ยังแฝงแง่คิดให้เด็กๆ ได้รู้จักการใช้ความพยายามเลย ทูเลยไม่แปลกใจว่าทำไมเมื่อเค้าโตขึ้น เค้าถึงมี Sisu ที่แรงกล้า และพร้อมเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆ ได้อย่างไม่ลดละ
6 ปั่นเพื่อความสุข
เชื่อหรือไม่ว่าเมืองเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์มีแผนการพัฒนาเมืองที่จริงจัง และทะเยอทะยานมาก โดยฟินแลนด์ต้องการให้เขตใจกลางเมืองปลอดรถเกือบทั้งหมดภายในปี 2025! อีก 2 ปีเท่านั้น เดี๋ยวปี 2025 เรามารอดูความสำเร็จของประเทศฟินแลนด์กันค่ะ เพราะรัฐบาลเค้าบอกว่า “การลงทุนกับจักรยาน 20 ล้านยูโรต่อปี จะนำมาซึ่งอัตราต้นทุนและผลประโยชน์ (Cost-Benefit) ในสัดส่วน 1 ต่อ 8 หมายความว่าเงินลงทุน 1 ยูโร จะทำให้เกิดประโยชน์คิดเป็นเงิน 8 ยูโร” 😳
เรียกได้ว่าเป็นการลงทุนระยะยาวสุดๆ เพราะ ถ้าคนไปหาหมอน้อยลง งบประมาณสาธารณสุขโดยรวมจะน้อยลงด้วย และการขี่จักรยานยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคซึมเศร้าด้วย ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัวสุดๆ ประทับใจมากๆ และไม่ใช่ลงทุนแค่ทางจักรยาน แต่ยังมองไกลไปถึงการให้สถานที่สาธารณะต่างๆ อย่างห้างสรรพสินค้า หรือสำนักงานมีห้องอาบน้ำสำหรับคนที่ใช้จักรยานในการเดินทาง! อ่านมาถึงตรงนี้น้ำตาแทบจะไหลออกมา เพราะอยากขี่จักรยานมาทำงานบ้าง แต่ด้วยสภาพถนนและสถิติการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนในประเทศไทย ก็คงต้องพับโครงการการขี่จักรยานมาทำงานไปก่อน
อย่างคุณกัตเทียเองก็เป็นคนที่ขี่จักรยานไปทำงานไม่ว่าสภาพอากาศจะเย็นมากเท่าไหร่ก็ตาม โดยคุณกัตเทียจะเปลี่ยนยางจักรยานเป็นยางที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อช่วยให้ขี่จักรยานบนหิมะได้ ส่วนวันที่จะต้องจ่ายตลาด หรือซื้อของชิ้นใหญ่จะวางแผนล่วงหน้าและขับรถไปทำงานแทน อีกเรื่องที่น่าประทับใจคือคุณกัตเทียบอกว่าผู้คนก็จะไม่เลือกซื้อบ้านที่ใกล้ที่ทำงานมากเกินไป หรือไกลเกินไป จะพยายามอยู่ในระยะห่างที่กลางๆ เพื่อที่จะได้ขี่จักรยานมาทำงานแล้วเหมือนการออกกำลังกายที่กำลังพอเหมาะ
7 น้อยแต่มากแบบนอร์ดิก
“พรมเช็ดเท้าทอด้วยมือ มีอายุราวๆ 50 ปี” บทสนทนาของคุณกัตเทียกับผู้หญิงคนนึงที่ริมทะเลสาบ ขณะที่เค้ากำลังซักพรมเช็ดเท้าที่มีเอกลักษณ์สวยสะดุดตา คนฟินแลนด์และคนยุโรปเหนือไม่ค่อยนิยมอวดข้าวของหรือวัตถุกันเท่าไหร่นัก แต่กลับให้คุณค่ากับของ Handmade หรือของมือสองเสียมากกว่า เพราะเค้าเชื่อว่าการลงทุนกับของที่ดีไซน์ดีและคุณภาพดีคุ้มค่ากว่าการซื้อของที่ดีไซน์ไม่ดี แต่ต้องซื้อใหม่บ่อยๆ ถึงกับขนาดมีคำกล่าวว่า “คนจนไม่มีสตางค์มากพอจะซื้อของถูก”
ดังนั้นนักออกแบบที่นี่จึงเน้นหลักการออกแบบที่ยั่งยืน เพื่อให้ของแต่ละอย่างมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน นอกจากนั้นฟินแลนด์ยังมีประชาธิปไตยในการออกแบบด้วย เพราะคำว่านักออกแบบ และงานออกแบบในบางที่ของโลกอาจหมายถึงแค่คนบางกลุ่ม แต่งานออกแบบของฟินแลนด์แสดงถึงความเสมอภาคและเปิดกว้างสำหรับทุกคน เพราะเค้าเชื่อว่างานออกแบบคือหนทางเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประจำวันของทุกคน งานออกแบบไม่ใช่แค่วัตถุ แต่เป็นการออกแบบวิธีการใช้ชีวิต เช่น ตู้ที่มีตะแกรงตากจาน
ความยั่งยืนในงานออกแบบของฟินแลนด์มักเน้นเรื่องของ “น้อยแต่มาก” (Nordic Minimalism) เช่น แบรนด์ Marimekko, แก้วน้ำ Kartio หลากสี, แจกัน Aalto Vase ที่ออกแบบในปี 1960 และเก้าอี้สามขา Artek Stool E60 ออกแบบในปี 1933 โดย Alvar Aalto ซึ่งของต่างๆ เหล่านี้เมื่อเราไม่ต้องการใช้แล้ว เราก็สามารถขายในตลาดมือสองที่จัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง ในเดือนพฤษภาคม และเดือนสิงหาคมได้ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองจิตวิญญาณแห่งการรีไซเคิล ในงานขายของมือสองเราอาจจะได้โซฟาดีไซน์เนอร์แสนสวยที่ราคาถูกลงถึง 4 เท่า!
นอกจากนั้นแล้วฟินแลนด์ยังสนับสนุนให้ทุกคนออกแบบการใช้ชีวิต ออกแบบวิถีชีวิตที่มีประสิทธิภาพ เช่น การอยู่ในพื้นที่เล็กลง และมีข้าวของน้อยลง จะช่วยให้คุณภาพชีวิตด้านต่างๆ ดีขึ้น ลดค่าใช้จ่าย ลดค่าบำรุงรักษาข้าวของ
8 Sisu ในชีวิตประจำวัน
อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว เริ่มลงรักประเทศฟินแลนด์เหมือนทูกันบ้างรึยังคะ และเพื่อนๆ หลายคนอาจสงสัยว่าพอมีอะไรบ้างมั้ยที่เราสามารถเริ่มได้ง่ายๆ ในชีวิตประจำวันของเราในประเทศไทยแห่งนี้ ทูลองสรุปมาให้เพื่อนๆ ลองทำตามกันดูนะคะ
- ขี่จักรยานไปทำงานหรือไปโรงเรียน หรือเลือกใช้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง
- ซ่อมของที่เสียให้กลับมาใช้ได้ใหม่ แทนที่จะโยนทิ้งไปเลย หรือซื้อใหม่
- ลองขึ้นบันไดแทนการขึ้นลิฟต์
- ยอมรับสภาพอากาศอันหลากหลาย
- เดิน หรือปั่นจักรยาน แทนการไปยิม
- ลองทำความสะอาดบ้านเอง
- ลองใช้เวลาวันหยุดเสาร์อาทิตย์ท่ามกลางธรรมชาติ ไปเดินป่า ไปทะเล
- ลองปลูกสมุนไพรในสวนเล็กๆ หลังบ้าน
จบแล้วค่ะ หวังว่าเพื่อนๆ จะรัก Finding Sisu เล่มนี้เหมือนที่ทูรักนะคะ หากใครมีโอกาสหรือเจอหนังสือเล่มนี้ก็อย่าลืมซื้อติดมือมาลองอ่านกันนะคะ รับรองว่าคุณจะต้องหลงรักหนังสือเล่มนี้อย่างแน่นอนค่ะ 💕✨
YouTube, Spotify and Apple Podcast


