“เราจะรู้ได้ยังไงว่าตอนนี้ความสัมพันธ์ของเรา Toxic รึป่าว?”
เป็นคำถามที่ผู้อ่านและผู้ฟังทางบ้านเคยถามเข้ามาหลายคนเลยค่ะ เราเลยขอหยิบยกรีเสิร์ชที่ว่าด้วยเรื่องลักษณะของความสัมพันธ์แบบ Healthy Realtionship และ Unhealthy Relationship มาเป็นเช็คลิสต์ให้ทุกคนได้ลองตรวจสุขภาพความสัมพันธ์กันค่ะ ว่าความสัมพันธ์ของเราตอนนี้เป็นยังไง? ยังถือว่าดีอยู่รึเปล่านะ? มาเริ่มกันเลยค่ะ
Disclaimer: ไม่อยากให้สิ่งนี้เป็นบรรทัดฐานของใครนะคะ เพราะว่าความ Healthy หรือ Unhealthy ของแต่ละคนมีมาตราวัดไม่เท่ากัน สำหรับบางคนอาจจะดี บางคนอาจจะไม่ดีก็ได้
💖 ลักษณะของ Healthy Relationship
ข้อที่ 1 : Mutual Respect การให้เกียรติซึ่งกันและกัน
การให้เกียรติซึ่งกันและกัน เป็นหนึ่งในพื้นฐานสำคัญของความสัมพันธ์ที่ดี ในความสัมพันธ์ที่ขาดการเคารพหรือการให้เกียรติซึ่งกันและกัน จะทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรู้สึกถูกลดทอนคุณค่าในตัวเอง เกิดเป็นความไม่มั่นคงทางจิตใจ ความรู้สึกน้อยใจ เสียใจ หงุดหงิด ขณะที่อีกฝ่ายอาจทำให้ตัวเองรู้สึกมีอำนาจเหนือกว่าด้วยการไม่เคารพหรือให้เกียรติอีกฝ่าย จนทำให้ความสัมพันธ์เริ่มเปลี่ยนไปกลายเป็น Toxic Relationship
ข้อที่ 2 : Trust ความเชื่อใจ
ในความสัมพันธ์ที่ต่างฝ่ายต่างไม่มีความลับต่อกัน ไม่ทำให้เกิดการเคลือบแคลงใจในความสัมพันธ์ หรือไม่มีความรู้สึกไม่สบายใจ ถือเป็นความสัมพันธ์ที่ดี เพราะหากขาดความเชื่อใจแล้ว การรักษาความสัมพันธ์ให้ดีอาจเป็นเรื่องยาก ซึ่งบางครั้งความไม่สบายใจอาจแสดงออกมาในรูปแบบของความหึงหวง
ข้อที่ 3 : Honesty ความซื่อสัตย์
ความซื่อสัตย์คือสิ่งที่จะสามารถรักษาความเชื่อใจไว้ได้นานที่สุด เลยเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการดำเนินความสัมพันธ์ ซึ่งดูเหมือนเป็นเรื่องที่พูดง่าย แต่อาจยากในการปฏิบัติจริง โดยเฉพาะในโลกสมัยใหม่ที่เราสามารถติดต่อหาใครก็ได้ นั่นอาจทำให้อีกฝ่ายเกิดความไม่สบายใจ เริ่มคิดมาก งอแง หงุดหงิด หัวเสีย และทะเลาะกัน แต่บางคู่อาจโอเคกับการให้อีกฝ่ายคุยกับคนอื่น อยู่ที่การตกลงกันของแต่ละคู่ด้วยค่ะ
ข้อที่ 4 : Compromise การประนีประนอม
เพราะเราแต่ละคนต่างมีความต้องการที่ไม่ตรงกัน เป็นบางครั้งที่มีการกระทบกระทั่งกัน เพราะต่างคนต่างไม่ยอมในความต้องการของตัวเอง ทางที่ดีคือการประนีประนอมและหาทางแก้ปัญหาร่วมกัน ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวตนของใคร แต่เป็นการปรับพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่เราสามารถยอมกันได้ จะทำให้อยู่ด้วยกันได้อย่างราบรื่น แต่ถ้าเป็นความสัมพันธ์ที่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเอาแต่ใจ และอีกฝ่ายยอมตลอด ในวันหนึ่งความสัมพันธ์นั้นจะทำให้ฝ่ายที่ยอมเริ่มสูญเสียตัวตน และรู้สึกเสียเปรียบ จนเหมือนไม่ได้ใช้ชีวิตของตัวเอง และรู้สึก Toxic ในที่สุด ขณะเดียวกันบางคู่ก็อาจพอใจในความสัมพันธ์แบบผู้นำ-ผู้ตาม ที่ผลัดกันนำและผลัดกันตามในช่วงเวลาที่เหมาะสม
ข้อที่ 5 : Individuality การเป็นตัวของตัวเอง
ความสัมพันธ์ที่ดีคือความสัมพันธ์ที่ทำให้เรายังคงความเป็นตัวของตัวเองไว้ได้ เพราะถ้าหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนมากเกินไป ทั้งการที่เราพยายามเปลี่ยนตัวเองเพื่อเข้าหาคู่ของเรา หรือการที่คู่ของเราพยายามเปลี่ยนตัวเรา จะทำให้รู้สึกสูญเสียความเป็นตัวเอง ขาดความมั่นใจ จนเกิดเป็น Toxic Relationship ได้ ในขณะเดียวกันถ้าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ช่วยพัฒนาทั้งตัวเรา คู่ของเรา และความสัมพันธ์ของเรา ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีค่ะ
ข้อที่ 6 : Good Communication การสื่อสาร
ความสัมพันธ์ที่ดีคือเราต้องสื่อสารกันตลอด เพราะหลายคู่อาจไม่เคยพูดความจริงในใจ หรือสิ่งที่ตัวเองต้องการออกมาเลย ทั้งที่คบกันมานานแล้ว ยิ่งถ้าเราไม่ได้สื่อสารกับคู่เรานานเข้าก็จะเกิดเป็นความ Toxic ซึ่งถ้าเราได้พูดคุยกันโดยเอาความเข้าใจ และความประนีประนอมเข้ามาผสมให้บทสนทนานั้นมีพื้นฐานอยู่บนความรักและความมีเหตุผล ไม่ได้คุยด้วยอารมณ์ จะทำให้บทสนทนานั้นมีความนุ่มนวล อ่อนโยน และเลี่ยงการปะทะกันได้ แนะนำให้ทำ Deep Conversation บ่อยๆ เพื่อแชร์ความคิดและความรู้สึกซึ่งกันและกัน ก็ทำให้ความสัมพันธ์ในระยะยาว Healthy ขึ้นได้ค่ะ
ข้อที่ 7 : Anger Control การควบคุมอารมณ์
การควบคุมอารมณ์ตัวเองในเรื่องของความโกรธ ถ้าเราไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ ในช่วงที่เราทะเลาะกัน จะทำให้สถานการณ์ยิ่งแย่ เพราะในความสัมพันธ์ไม่ว่าจะดีแค่ไหนก็อาจมีเหตุการณ์ที่เห็นไม่ตรงกันบ้าง แต่ถ้าเราควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดี ก็จะทำให้สถานการณ์นั้นเบาลงและหาทางแก้ปัญหาร่วมกันได้ดีขึ้น ซึ่งเทคนิคของทูเวลาที่เริ่มทะเลาะกับคุณอาร์ต เรา 2 คนจะแยกมุมกันสงบสติอารมณ์ และเมื่อจัดการอารมณ์ตัวเองได้แล้วค่อยมาพูดคุยด้วยเหตุผลค่ะ
ข้อที่ 8 : Fighting Fair พักเบรคเมื่อทะเลาะกัน
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ทะเลาะกันมักจะมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ โดยเราจะยิ่งใช้อารมณ์กับคนที่เรารักหรือใกล้ชิดเรามากที่สุด เพราะเรารู้สึกว่าเรากล้าร้ายใส่เขามากที่สุด จึงไม่ควรปล่อยให้การทะเลาะดำเนินไปถึงจุดแตกหัก เพราะความสัมพันธ์อาจกลับมาเป็นเหมือนเดิมไม่ได้อีก ถ้าทะเลาะกันควรมีการพักเบรคให้ต่างฝ่ายต่างได้สงบสติอารมณ์ แต่ไม่ควรพักเบรคยาวเกินไปจนข้ามวัน หรือปล่อยลืมไป ทางที่ดีควรกลับมาคุยเพื่อปรับความเข้าใจกันค่ะ
ข้อที่ 9 : Problem Solving ทักษะในการแก้ปัญหา
ในการดำเนินความสัมพันธ์ ไม่มีความสัมพันธ์ไหนที่ราบรื่นไปตลอด ระหว่างทางอาจเกิดปัญหาที่ทั้งสองฝ่ายต้องช่วยกันแก้ แต่ถ้ามีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องแก้ปัญหาอยู่คนเดียว จะทำให้ความสัมพันธ์นั้นยิ่งเป็นภาระหนักของฝ่ายเดียวจนกลายเป็น Toxic Relationship แต่ถ้าทั้งสองฝ่ายช่วยกันแก้ปัญหา ไม่ว่าอุปสรรคอะไรจะเข้ามา ก็จะสามารถช่วยกันให้ข้ามผ่านไปได้ และอาจทำให้ความสัมพันธ์แข็งแรงขึ้นด้วยค่ะ
ข้อที่ 10 : Understanding ความเข้าใจซึ่งกันและกัน
ความเข้าใจเป็นเรื่องพื้นฐานในความสัมพันธ์ โดยเฉพาะการเข้าใจความรู้สึกของกันและกัน เพราะความเข้าใจจะทำให้เราได้ลองมองในอีกมุม หรือนึกถึงความรู้สึกของอีกฝ่าย จะทำให้เราสามารถประคับประคองความสัมพันธ์นี้ไว้ได้ด้วยดี แต่ถ้าต่างฝ่ายต่างไม่เข้าใจกัน หรือไม่พยายามที่จะเข้าใจกันแล้ว ก็จะเกิดความ Toxic และยากที่จะอยู่ด้วยกันได้
ข้อที่ 11 : Self-confidence การส่งเสริมความมั่นใจซึ่งกันและกัน
อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ยั่งยืน คือการส่งเสริมกันและกัน คอยเติมกำลังใจให้กัน เป็นการสร้างความมั่นใจและความรู้สึกดีให้กับคนที่เรารัก ส่งผลให้ต่างฝ่ายต่างรักตัวเอง และสามารถแบ่งปันความรักนั้นกลับมาให้กันและกันได้ นอกจากนี้การได้รับกำลังใจจากคนที่เรารักนั้นมีพลังมากกว่าการได้รับจากบุคคลภายนอก เพราะจะทำให้เรามีแรงผลักดันและมีเกราะป้องกันในการใช้ชีวิต ขณะเดียวกัน คู่ไหนที่ไม่ได้ส่งเสริมความมั่นใจให้กันหรือยิ่งบั่นทอนกำลังใจ จะทำให้ความสัมพันธ์นั้นกลายเป็น Toxic เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหน กำลังใจก็เป็นสิ่งสำคัญมากเลยค่ะ
ข้อที่ 12 : Healthy Sex Relationship ชีวิตเซ็กซ์ที่ลงตัว
การมีเพศสัมพันธ์ก็เป็นการแสดงออกถึงความรักอย่างหนึ่ง หากความสัมพันธ์ในด้านเพศสัมพันธ์ไม่ดี ก็อาจส่งผลกระทบถึงความสัมพันธ์ในชีวิตประจำวันเช่นกัน ก็คือต้องไม่กดดันกันและกันมากเกินไปในเรื่องนี้ และต้องคอยคุยกันถึงรสนิยม ความชอบ หรือความไม่ชอบ เป็นอีกเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายต้องคอยปรับเข้าหากันเช่นกันค่ะ
🖤 ลักษณะของ Unhealthy Relationship
- Control ชอบควบคุม บงการชีวิต ตัดสินใจให้ทุกอย่าง ว่าควรทำอะไร ห้ามทำอะไร เช่น ห้ามแต่งตัวแบบนี้ หรือห้ามไปไหนกับใคร บาครั้งก็อิจฉาอย่างไม่มีเหตุผล หรือพยายามแยกอีกฝ่ายออกจากเพื่อนและครอบครัวของเขา
- Hostility มักทะเลาะหรือหาเรื่องอีกฝ่าย เหมือนเป็นศัตรูมากกว่าคนรัก ซึ่งอาจทำให้อีกฝ่ายไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ 100% เพื่อหลีกเลี่ยงให้อีกฝ่ายไม่พอใจ
- Dishonesty ไม่ซื่อสัตย์ ชอบโกหก หรือมีความลับ แม้เรื่องเล็กๆ น้อยๆ
- Disrespect ไม่ให้เกียรติ ชอบแสดงออกว่าไม่เห็นด้วย หรือพูดจาเหน็บแนมในสิ่งที่คุณเป็น
- Dependence พึ่งพากันมากเกินไป เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรู้สึกว่า อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเขา จนไม่มีพื้นที่ส่วนตัวของกันและกัน ก็อาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกอึกอัดได้
- Violence การใช้ความรุนแรง ทั้งทางคำพูด ด่าว่า ดูถูกเหยียดหยาม ทำร้ายจิตใจ ปฏิบัติอย่างไม่ให้ความเคารพ และทางร่างกาย เช่น การทุบตี การผลัก และการขู่ว่าจะทำอันตราย รวมถึงความรุนแรงทางเพศ เช่น การบังคับขู่เข็ญหรือใช้กำลังเพื่อบังคับให้มีเพศสัมพันธ์โดยอีกฝ่ายไม่เต็มใจ
หรือลองเช็คตามลิสต์ด้านล่างนี้ ไว่ความสัมพันธ์ของคุณมีแนวโน้มเป็นความสัมพันธ์แบบ Healthy Relationship หรือ Unhealthy Relationship มากกว่ากัน
ใครที่ลองเช็คลิสต์ตามข้อเหล่านี้แล้วรู้สึก Toxic เกินครึ่ง สเต็ปแรกเราอาจจะลองทบทวนกับตัวเองดูก่อนว่า เรารักเขามากพอไหม? เราอยากปรับกับเขารึเปล่า? คิดว่าคู่ของเราจะยอมปรับไปพร้อมกับเราไหม? จากนั้นเราก็สื่อสารให้อีกฝ่ายรับรู้ถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้น และช่วยกันหาทางพัฒนาไปด้วยกัน แต่ถ้าเช็คแล้วว่าคู่ของเราไม่น่าจะไปต่อด้วยกันได้ ก็ควรสื่อสารกับเขาเช่นกันค่ะ ซึ่งในการสำรวจสุขภาพความสัมพันธ์นี้ ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเริ่มรู้สึกถึงความ Toxic นั่นคือ Toxic Relationship แล้วค่ะ แต่ถ้าความสัมพันธ์ที่เราดำเนินอยู่นี้เป็นความสัมพันธ์ที่ Healthy ก็ช่วยกันดูแลรักษาความสัมพันธ์ที่ดีนี้เอาไว้นะคะ
หวังว่าบทความนี้จะช่วยเป็นแนวทางเบื้องต้นที่จะตอบคำถามความสัมพันธ์ Healthy & Unhealthy Relationship ของทุกคนได้นะคะ ขอให้ทุกคนมีแต่ความรักที่ดี และพบเจอความรักที่ดีค่ะ
—
ติดตามหรือฟังเรื่องราวอื่นๆ ที่ทูกับคุณอาร์ตแชร์ได้ใน Podcast: Love me, love yourself. ที่ YouTube
Spotify และ Apple Podcast หรือมาพูดคุยกันใน Facebook/ IG: Varinkrid. และอย่ากดติดตาม YouTube: Varinkrid เพื่อที่จะได้ไม่พลาดตอนใหม่ๆ กันนะคะ
อ้างอิงจาก: youth.gov



